| |
เมื่อมารวมกับภาพลักษณ์ที่เด่น เท่เข้าด้วยแล้ว วันนี้ บีม ศรัณยู ประชากริช จึงกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอม น้องใหม่ที่มาแรงจน Demand ต้องพาคุณมาจับตา
จากหนุ่มกรุงเทพฯ ไปเป็นหนุ่มยุ่น ไปเรียนอะไรที่ญี่ปุ่นคะ
ก่อนจะไปญี่ปุ่น ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพอยู่ปีหนึ่งนะ แต่รู้สึกว่าคณะที่ผมเรียนมันยังไม่ตรงกับที่ ผมต้องการเท่าไร ใจผมอยากเก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย เพื่อปูทางไว้ให้ตัวเองในการดูแลธุรกิจดีลเลอร์อะไหล่ รถยนต์ของที่บ้าน ซึ่งต้องติดต่อกับคนญี่ปุ่นเยอะ เพราะเราเป็นดีลเลอร์ของสยามนิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า ฟอร์ด ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรักรถ รักความเร็ว เพราะคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมเลยตัดสินใจ เปลี่ยนไปเรียนที่โอซาก้า เลือกสาขา Business ระหว่างนั้นก็หาช่องทางเรียนเกี่ยวกับการซ่อม การประกอบ รถไปด้วย เพราะประเทศเขาถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในเรื่องนี้ ทีแรกก็คิดว่าจะอยู่จนจบ แต่พอเรียนภาษา คู่ไปกับการเรียนปกติในมหา ' ลัย อยู่ได้ปีหนึ่ง ก็เกิดความรู้สึกใหม่อีกแล้ว... รู้สึกว่าโลกที่ญี่ปุ่นมัน ไม่ใหญ ่พอสำหรับผม ผมยังอยากเห็นอะไรที่ต่างออกไปและหลากหลายกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจย้ายไปอเมริกา ไปอยู่ ซานฟรานฯ
โอซาก้าก็เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ ทันสมัย ทำไมงยังรู้สึกว่ามันใหญ่ไม่พอคะ
คือที่ญี่ปุ่นเมืองมัน Busy แล้วเครียดน่ะ ทุกคนมีชีวิตเหนื่อยๆ ตื่นเช้ามาก็รีบแต่งตัวไปทำงาน ไม่มีเวลา แม้แต่จะทักทาย หรือมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน พอย้ายเป็นอเมริกาก็โอเคครับ สังคม ที่ผมเจอในซานฟรานฯ มีเสน่ห์กว่าเยอะ ผมชอบที่เขามีความสุขกันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเอนเตอร์เทน อะไรให้วุ่นวาย
ที่อเมริกา ยังคงเรียนสาขาเดิมอยู่หรือเปล่าคะ
เปลี่ยนสาขาไปเลยครับ จาก Business มาเรียน Interior Architecture Design ที่ Academy of art of San francisco เหตุผลที่เปลี่ยนส่วนหนึ่งเป็นเพราะพี่ชาย ซึ่งเรียนตกแต่งภายในอยู่ เขาก็แนะนำว่าผมน่า จะเรียนทางนี้ มันเหมาะกับตัวผมมากกว่า อีกส่วนหนึ่งมาจากตัวเอง ผมเพิ่งค้นพบว่าผมชอบดีไซน์มากกว่า Business
พูดถึงเรื่องแต่งรถบ้าง คุณเริ่มต้นยังไง เมื่อไรคะ
ผมเริ่มตั้งแต่อยู่ม.2 เพิ่งได้รถคันแรกมาใหม่ ๆ เลย ตอนนั้นยังมีความรู้เรื่องรถไม่มาก แล้วกำลังชอบเรื่อง เครื่องเสียงอยู่ ก็เลยเริ่มจากเครื่องเสียงก่อน แต่งนั่นเติมนี่ไปเรื่อย ผมว่าดนตรีมีผลต่อการขับขี่ค่อนข้าง มากนะครับ มันกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกได้ หลังจากนั้นเรื่องอื่นๆ ก็ตามมา ที่จริงเรื่องความเร็วนี่ คงฝังอยู่ใน ตัวผมมานานแล้วล่ะครับ จำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาคุณพ่อขับรถเร็วๆ จะไม่เคยกลัวเลยนะ ตรงข้ามหน้าจะยิ้ม ออกมาเองเลย มันมีความสุขน่ะ รู้สึกท้าทาย สะใจ โดนใจมาก พอเราสนุกกับมันก็จะขยันสังเกต ผมดูจาก ของจริงว่าช่างเขาปรับเปลี่ยนอะไรยังไง ไม่เข้าใจก็ถาม อ่านหนังสือบ้าง ศึกษาเอาเองบ้าง ผมไม่เคยหยุด ไม่เคยทิ้งเรื่องรถเลยสักวันเดียว แล้วมันก็เริ่มชำนาญขึ้นๆ จากนั้นถึงเริ่มรับรับทำโปรเจ็กท์ให้คนอื่น
|
|
| |
|
|