| |
ทุกคนมีความฝัน แต่จะมีสักกี่คนกันที่สามารถสานฝันนั้นให้เป็นจริงได้ในเวลาเพียงไม่นาน...
สำหรับ กฤษณะ ถนอมทรัพย์ เขาบอกว่า ฝันที่เป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม เพราะวันนี้เขาทำสำเร็จแล้ว ในวัยเพียง 28 ปี ที่หลายคนเอ่ยปากว่า ยังเด็กเหลือเกิน...
วันนี้เขาคือ Managing Director ของ 3 บริษัทซึ่งกำลังเติบโตอย่างสวยงาม มีพนักงานในความดูแลนับร้อยจากบริษัท Belink Media ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับมีเดียในโรงเรียนกวดวิชา Blink Organizer ซึ่งทำธุรกิจรับจัดงาน Event ให้กับสินค้าต่างๆ และสุดท้าย บริษัททรัพย์ทวีแลนด์ บริษัทธุรกิจที่ดิน ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมของครอบครัว
ทำได้อย่างไร...เป็นคำถามที่เราเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนอยากรู้ และเขาเองก็พร้อมที่จะถ่ายทอดให้คุณฟังเช่นกัน
ช่วยเล่าพื้นเพของตัวคุณและครอบครัวให้ฟังสักนิดค่ะ
ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ครับ เป็นลูกชายคนโต ที่บ้านเรามีที่ดินผืนให้เช่า ผู้เช่าก็เอาพื้นที่ของเราไปทำนั่นทำนี่ ครอบครัวเรามีหน้าที่เก็บค่าเช่ารายเดือนอย่างเดียว การบริหารก็ไม่ยุ่งยาก เพราะไม่มีองค์กร ไม่มีพนักงานอะไร จะมีอยู่ก็แค่ทีมงานตัวกลางที่คอยประสานงานระหว่างเรากับผู้เช่าแค่ไม่กี่คน ฉะนั้นเด็กๆ ผมจะค่อนข้างสบาย ก็เป็นอย่างนั้นมาจุดถึงจุดเปลี่ยน เกิดวิกฤติช่วงปี 39-40 ช่วงนั้นคนทำธุรกิจส่วนใหญ่ประสบปัญหากันหมด ครอบครัวผมก็เหมือนกัน เพราะผู้เช่าหนีไป ประกอบกับคุณพ่อมาเสียในช่วงนั้นพอดี ผมเลยเหมือนตกกระไดพลอยโจนให้ต้องมารับผิดชอบธุรกิจของครอบครัวต่อในช่วงที่มีปัญหาใหญ่พอดี
เจอปัญหาอะไรบ้างคะ แล้วเริ่มต้นจัดการกับมันยังไง
เริ่มจากงงๆ โง่ๆ เพราะยังเด็กมากอายุ 19-20 ปีเอง ยังเรียนไม่จบเลยครับ ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 4 ด้านไฟแนนซ์ที่เอแบค แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยศึกษางานมาก่อนเลย ผมก็ต้องมาเรียนรู้ตั้งแต่ต้น เริ่มจากการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ว่ามันเป็นยังไง ที่ของเราอยู่ตรงวงเวียนใหญ่ อยู่ติดสถานีรถไฟ
ผมดูพื้นที่แล้วก็มีความรู้สึกว่า มันน่าจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งขัดแย้งกับทีมงานชุดเก่าที่เขามองว่าทำแบบเดิมๆ นั่นแหละ ค่อยๆ หาผู้เช่ารายใหม่เอา ช่วงนั้นสับสน ต้องกลับไปคิดอยู่นาน ที่สุดผมก็ตัดสินใจล้างไพ่เลย ปิดทุกอย่าง แล้วลงไปสำรวจวิจัยกันเลยว่าในพื้นที่นั้นยังขาดอะไร ผมลงมือทำเองเลยครับ แล้วก็ได้คำตอบในเบื้องต้นมาว่า พื้นที่นั้นยังขาดโรงเรียนกวดวิชาใหญ่ๆ เด็กมัธยมในพื้นที่ฝั่งธนฯ เกือบทั้งหมดต้องข้ามไปเรียนที่สยามฯ ผมลงวิจัยลึกต่อไปอีก เข้าไปถามความคิดเห็นของเด็กโรงเรียนต่างๆ เลยว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า เขารู้สึกลำบากที่จะต้องไปเรียนถึงสยามฯ กันไหม...
เท่าที่พูดคุยมา รู้สึกได้ว่าคุณเข้มแข็งและมองอะไรกว้างกว่าคนในวัยเดียวกัน เป็นเพราะอะไร
ผมว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวมีส่วนมาก คุณพ่อคุณแม่ส่งผมไปเรียนประจำตั้งแต่ ป.2 นะครับ ที่อัสสัมชัญ ศรีราชา ซึ่งสอนให้เราทำอะไรด้วยตัวเองเป็นตั้งแต่เด็ก ผมเริ่มจะตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตเองตั้งแต่ ม. 3 ตอนนั้นผมเลือกสอบเข้าเตรียมอุดมเองโดยที่ครอบครัวไม่ได้มาไกด์อะไร ผมคิด จัดการเองเลยว่าต้องไปกวดวิชาที่ไหน ซื้อใบสมัครอย่างไร ไปสอบก็ไปเอง ทำเองทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าไม่ติด...
เลยกลายเป็นแรงผลักดันว่าอยากจะเรียนให้เร็วกว่าคนอื่น ก็เลยไปสอบเทียบ พอสอบเทียบผ่านผมก็สอบเข้าเอแบคต่อ แต่ที่ผมเลือกเรียนไฟแนนซ์นี่เพราะเพื่อนสนิทชวนนะ (ยิ้ม) ความที่ยังเด็กมากไงครับ เราจัดการได้ในบางเรื่องได้แต่ก็ยังไม่เข้าใจบางเรื่อง ตอนนั้นจะเรียนอะไร ผมยังคิดตามความนิยมของตลาดงานมากกว่าที่จะเลือกตามความชอบ แต่เพื่อนสนิทคนนี้แหละครับคอยแนะนำ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ดีมากไปเลย เพราะธุรกิจทุกอย่างมัน Base on finance ถ้าเราวางระบบตรงนี้ดี ธุรกิจจะสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะเราสามารถบริหารพอร์ตของตัวเองได้ ว่าลงทุนอย่างไรจึงจะเสียน้อยกว่าปกติ หรือได้ผลตอบแทนสูง
Belink ทั้งสองบริษัทเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ
หลังจากที่ผมพลิกสถานการณ์ของทรัพย์ทวีแลนด์ได้แล้ว ก็เริ่มมีเวลา เลยมาเริ่มคิดทำ Belink Media ก่อน จริงๆ เวลาผมจะทำอะไรมันจะเริ่มต้นมาจาก 3 สิ่งนี้เสมอคือ ความฝัน ตรวจสอบความฝัน และการโฟกัสในการทำงาน เราต้องมีฝัน เพราะมันจะทำให้เรากล้าคิดในสิ่งที่ต่างจากคนอื่น แต่ฝันเฉยแล้วเอาเงินไปลงทุนเลยผมว่ามันเสี่ยงเกินไป เราต้องตรวจสอบความฝันก่อน ผมมักใช้วิธีสำรวจวิจัย ควบคู่ไปกับการไปแลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักธุรกิจใหญ่ๆที่มีประสบการณ์สูง สุดท้ายคือตั้งใจในการทำงาน โฟกัสให้ถูกจุดว่าเราต้องเร่งตรงไหนในช่วงไหนอย่างไร
ผมเริ่ม Belink เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมอยากเรียกมันว่าเป็นธุรกิจ out of home media ที่จับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ที่จริงก็ต่อยอดมาจากธุรกิจศูนย์กวดวิชานั่นแหละ ผมก็จับเอาจากพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่น ม.ปลายเป็นแสนๆ คนที่มาเรียน ก่อนที่เขาจะเข้าเรียนก็มักจะมานั่งทานอะไรกันเล่นๆ รอเวลา ซึ่งบริเวณนั้นก็จะมีทีวีเปิดนั่นเปิดนี่ไปเรื่อยๆ เลยได้ไอเดียว่า ถ้าเราทำรายการทีวีเพื่อสื่ออะไรถึงเด็กกลุ่มนี้ได้ มันน่าจะโอเคนะแล้วไปดีลกับ 8 โรงเรียนกวดวิชา 80 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมเด็ก ม.ปลายประมาณแสนห้าหมื่นคน เพื่อเอารายการเข้าไปฉาย ทำอยู่ปีกว่าๆ ปรากฏว่าสปอนเซอร์เต็ม ผมก็จัดการแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปทำประโยชน์ให้สังคม เอาไปบริจาคให้มูลนิธิหนึ่งซึ่งผมเป็นเลขาอยู่ เอาไปซื้ออุปกรณ์กีฬาให้โรงเรียนต่างๆ ที่ยังขาดแคลน ถือเป็นเรื่องที่แฮปปี้ระดับหนึ่ง
|
|
| |
|
|