นางร้ายเมืองกรุง
เป้ยเรียนที่สงขลาอย่างสงบสุขมาจนใกล้จะจบ (หัวเราะ) จู่ๆ วันหนึ่งก็มีคนมาถ่ายรูป แล้วบอกว่าเป็นแมวมอง เป็ยก็เออ..ถ่ายก็ถ่าย ไม่คิดอะไร ปรากฏว่าเขาเอารูปเป้ยส่งไปสมัครการประกวดงานหนึ่ง โดยที่เป้ยไม่รู้เลยนะ มีสัมภงสัมภาษณ์เขาก็ให้น้องสาวเขาพูดแทนเสร็จสรรพ แล้วดันเข้ารอบน่ะ เขาก็รีบมาบอกเป้ย  เลยต้องตกกระไดพลอยโจนประกวดต่อ 
สรุปว่ามาได้ที่สองในการประกวดใหญ่ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละเลยได้เข้าวงการบันเทิงอย่างไม่คาดฝัน แล้วชีวิตเป้ยก็วุ่นวายมากตั้งแต่นั้น ไหนจะเรื่องเรียน ที่ต้องโอนหน่วยกิตขึ้นมาเรียนที่จันทร์เกษม กรุงเทพฯ ไหนจะชีวิตประจำวันเปลี่ยน ตารางเวลาประจำวันต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย เป้ยต้องจัดให้ถูกว่า ต้องไปงานไหนก่อนงานไหนหลัง แล้วก็ต้องเรียนด้วย อึดอัดเหมือนกัน เพราะมันเปลี่ยนเร็วไป ยังไม่ทันทำใจ บางทีอยากพักก็ไม่ได้พัก อยากเที่ยวก็ไม่ได้ เพราะเรามีงานทำแล้ว ต้องรับผิดชอบ
แต่ก็ดีไปอย่างคือรู้จักดูแลตัวเองขึ้น รักสวยรักงามขึ้น(หัวเราะ) เห็นผอมๆ อย่างนี้  ก่อนจะประกวดเป้ยหนัก 52 กิโลนะ อวบมากๆ  แล้วเรื่องผิวพรรณ ผงผมเนี่ย ไม่เคยดูแลเลย มันเป็นยังไงมาก็เป็นอย่างนั้น (หัวเราะ) วงการบันเทิงทำให้เปลี่ยน  ไม่เปลี่ยนไม่ได้ เราไม่เดือนร้อนคนอื่นก็เดือนร้อน เลยต้องดูแลกันหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับมากมายค่ะ  
   สปาเหรอคะ...(ยิ้ม) ไม่เคยไปเลย ขี้เกียจ นิสัยเป้ยลุยๆ น่ะ พอต้องไปทำอะไรอย่างนั้นแล้วมันรู้สึกว่านานจัง เป้ยเน้นกินดีๆ มากกว่า เพราะง่าย(ยิ้ม)  เป้ยไม่กินของทอด ของมัน ไม่กินของปิ้งๆ ไหม้ๆ ที่จริงก็ไม่ใช่เพราะกลัวอ้วนหรอก เป็นเพราะอาม่าป่วยเป็นมะเร็งมากกว่า เลยกลัว แต่เป้ยชอบออกกำลังกาย ชอบฟิตเนส ชอบว่ายน้ำ รู้สึกสนุกสดชื่นดี รูปร่างเลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร
   “ ใครกำหนด” เป็นละครเรื่องแรกของเป้ย บทเรียบๆ เล่นไม่กี่ตอนหรอกค่ะ แต่มันเหนื่อยเพราะเราใหม่ไง แล้วถ่ายไปออกอากาศไป หินมากกก...จนมีโอกาสร่วมงานกับเป่าจินจง ที่นี้อาตู่ (นพพล โกมารชุน) ก็เห็นแวว วันหนึ่งนั่งๆ อยู่อาตู่ก็บอก “เป้ย กลับไปทำการบ้านหน่อยนะ เรื่องหน้าจะให้เล่นร้าย  บทฮิสทีเรีย ไปทำการบ้านดูว่าจะเล่นยังไง” เป้ยก็ห๊า...แปลกใจนะ ยังถามเลยว่าทำไม อาตู่ก็บอกว่าอย่างเป้ยน่าจะไปแนวร้ายเพราะไม่ว่าจะน้ำเสียง บุคลิก หน้าตา มันให้หมดเลย เป็นคนดีไม่ขึ้นหรอก (ยิ้ม)
   เรื่องแรกที่ร้ายคือ “เพลงผ้าฟ้าล้อมดาว” ได้รับการต้อนรับดีมากค่ะ คงเพราะตั้งใจเล่นเต็มที่ แล้วอาตู่ก็ช่วยเยอะมากด้วย จะคอยบอกตลอดว่า เยอะไปแล้วนะ น้อยไปหน่อยน่ะ  จนจับทางได้   แรกๆ เกร็งมากเพราะต้องเล่นกับดาราฝีมือ  นุ่น วรนุช ชาคริต อาเปี๊ยก อรัญญาอย่างนี้ รุ่นใหญ่ทั้งนั้น มันก็สั่นไปหมด พอเราจับทางได้ก็เริ่มง่าย ยิ่งเล่นได้ก็ยิ่งสบายใจ เลยเล่นได้ดี
ดีใจที่อาตู่มองเห็นและให้โอกาส ทำให้เป้ยพัฒนาฝีมือการแสดงได้สำเร็จมาขั้นหนึ่ง ที่บ้านเป้ยก็ชอบนะคะ  ตอนแรกที่เล่นนิ่งๆ เขาบอกเลยว่า ไม่ใช่เป้ย เราไม่ใช่คนนิ่งไง ตอนนี้ละครที่เข้ามาก็ร้ายหมด (ยิ้ม) แต่เป้ยไม่คิดว่าจะร้ายไปตลอดนะคะ เพราะถ้าเรามีฝีมือเก่งขึ้นอาจจะกลับมาเล่นบทคนดีอีกก็ได้ เป็นนักแสดงต้องเล่นได้หลากหลายค่ะ
   เซ็กซี่ด้วยคน
บทร้ายกับเซ็กซี่มันคู่กันอยู่แล้ว แล้วในเพลงผ้า บทกำหนดเลยว่าต้องใส่สั้นมาก รัดรูปอีกต่างหาก บางชุดนี่เป้ยเห็นแล้วตกใจ ไม่มีที่เก็บไวร์เลสเลย มันแนบเนื้อไปหมด ตายแล้ว...จะเดินเหินกันยังไง เพราะเป้ยลุยไง กระพรึ่บกระพรั่บ จะนั่งที่เฮ้อ..เหนื่อย  แต่ก็ยอมใส่ เพราะเข้าใจว่าเป็นคาแรคเตอร์ของละครตัวนี้ แล้วภาพแบบนั้นมันก็เลยติดตัวเป้ย           
   ตัวจริงเป้ยไม่ขนาดนั้นค่ะ ส่วนใหญ่จะเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ออกแนวอาร์ตๆ หน่อย บางทีก็เสื้อกล้าม แบกกระเป๋าใหญ่ๆ สัมภาระเยอะค่ะ เป้ยไม่ชอบอะไรที่จี๊ดจ๊าดมากไป แต่ก็ตามเทรนด์นะคะ เพราะชอบแฟชั่น ชอบศิลปะ เป้ยชอบเอาเทรนด์มาประยุกต์ให้เป็นตัวเองมากกว่า ถ้าจะให้ใส่แบบแฟชั่นจ๋า ไม่ชอบ  
   เซ็กซี่มันเป็นภาพลักษณ์ เป็นการทำงานอย่างหนึ่งของเป้ย ไม่ถึงกับอึดอัดหรอกค่ะ เราก็มีลิมิตของเราที่เป้ยปรับตัวตรงนี้ได้เร็ว  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้ทำงานกับเป่าจินจง ทั้งอาตู่ พี่นุช จนถึงทีมงานพยายามสอนให้เราเข้าใจหน้าที่  อาตู่ไม่ได้สอนแค่การแสดงอย่างเดียวนะคะ ยังสอนเรื่องชีวิตและการวางตัวด้วย ให้กำลังใจมาตลอด ขนาดเรื่องสุขภาพก็ยังถาม เห็นเป้ยไม่สบายจะคอยเตือนแล้ว นักแสดงส่วนใหญ่ถึงรักและเคารพอาตู่มาก
 
 
  Next
 
 
       Copyright 2005 Demand De l' homme