1
 
 
 

ยุงเฟรา (Jungfrau) เป็นชื่อของยอดเขาในภาษาเยอรมันที่มีความหมายว่าสาวพรมจรรย์ มีหิมะปกคลุมยอดเขาทั้งปี
ชาวสวิสทำทางรถไฟลอดใต้ภูเขาขึ้นไปโผล่ยังสถานียุงเฟรายอร์คใกล้ๆยอดเขามาตั้งแต่ปี 1912 มีสถานีตรวจอากาศ
และถือเป็นจุดวัดระดับความเย็นและทิศทางลมของเทือกเขาแอลป์และประเทศสวิสทั้งหมด มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยว
ชมยุงเฟรายอร์คปีละกว่าห้าแสนคน เพื่อจะได้มีโอกาสชมธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปคือ
Grosser Aletschgletscher ที่ชายหนุ่มจากเมืองร้อนอย่างผมสามารถหยุดยืนดูสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ได้
ทั้งวี่ทั้งวัน หากเป็นนักเดินทางแบบสะพายเป้เตร็ดเตร่ในสวิสก็ควรตั้งหลักที่เบิร์น(Bern) หรือลูเซิร์น (Luzern)
เสียก่อน แล้วนั่งรถไฟมายังอินเตอร์ลาเค่น (Interlaken) ซึ่งเป็นเมืองระหว่างทะเลสาบ Thun กับทะเลสาบ Brienz
แล้วก็เปลี่ยนมาขิ้นรถไฟรางเล็กลัดเลาะเข้ามายังหุบเขาเลาเทอร์บรุนเน่น (Lauterbrunnen) ที่สถานีนี้มีรถไฟพา
ขึ้นยุงเฟรายอร์คได้ซึ่งต้องไปเปลี่ยนรถอีกที่บนสถานีกลางเขาที่มีชื่อว่า ไคลเนอร์ ไชเด็กก์ Kleiner Scheidegg
อ่านดูแล้วอาจรู้สึกงงนะครับ เวลามาจริง เห็นแผนที่แล้วไม่งงหรอก แถมผู้คนก็น่ารักไปเสียหมดมิหนำซ้ำวิวก็สวยกิน
ขาดแบบไม่อยากกระพริบตาเลยทีเดียวข้อสำคัญอย่างเดียวที่ต้องพึงระลึกถึงก่อนเดินทางมาที่นี่คือต้องตรวจสอบ
สภาพอากาศให้ดีเสียก่อนหากมาวันที่ท้องฟ้าไม่แจ่มใสหรือมีฝนควักเงินหลายพันดั้นด้นขึ้นเขามาเจอกับหมอกหนาๆ
ที่แม้มองเพื่อนในระยะสิบเมตรยังไม่เห็น ก็ได้เป็นอันยืนน้ำตาไหลอีกระลอกบนนั้นพร้อมๆกับประโยคเย้ยหยันตัวเอง
แบบรู้งี้แค่เอาหัวไปซุกตู้เย็นที่บ้านยังดีเสียกว่าเป็นแน่ผมนั่งดื่มกาแฟคลายหนาวอยู่บนยุงเฟรายอร์ค เหม่อมองผู้คนที่
ขึ้นมาเที่ยวอย่างเพลิดเพลิน นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำท่าสวีทกันที่นี่ แต่กริยาพลอดรักดู
เป็นหนังเกาหลีชอบกล หนุ่มๆชาวยุโรปหลายคู่เดินจับเมือกันแบบเปิดเผย หน้าตาหล่อแบบเอาไปขึ้นปกหนังสือได้เลย
ได้ยินว่าสังคมเกย์ในสวิสยังไม่ค่อยเปิดเผยเท่าไหร่แต่บนยุงเฟรานี่ คำตอบไม่ได้เป็นดังคำลือเลยนะครับ บางทีอาหาร
ตาก็อาจเป็นอาหารใจได้ พร้อมๆกับการได้สังเกตผู้คนและเรียนรู้ที่จะนำเอาสิ่งต่างๆที่เราได้พบเห็นระหว่างทางมา
ประยุกต์ใช้ในชิวิตที่สับสนวุ่นวายของตัวเองในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯนี้ ดื่มกาแฟอร่อยจนหนำใจก็เริ่มเดินดูอะไร
ต่ออะไรให้คุ้มกับค่าตั๋วสักหน่อย บนยุงเฟรายอร์คนี้มีสองระดับด้วยกัน สถานีที่รถไฟไต่เขามาถึงเราก็จะได้สัมผัสกับ
ร้านอาหารและหอนิทรรศการต่างๆ เดินออกไปก็จะเป็นทุ่งโล่งที่มีหิมะขาวโพลน อยากเล่นสกีก็เชิญเลย ถ่ายรูปแบบ
หนังเกาหลีก็ดีนะ พวกฝรั่งที่นั่งดูอยู่พอเห็นพวกเอเชียถ่ายรูปกันก็จะขำๆ ก็ด้วยเพราะวัฒนธรรมมันต่างกันนี้แหละ
เวลาเราเห็นหิมะเราจึงรู้สึกตื่นเต้นจนออกนอกหน้าราวกับพวกฝรั่งตาน้ำข้าวเห็นทะเลภูเก็ตเป็นครั้งแรกในชีวิตอย่าง
นั้นหละ คนเอเชียเวลาเดินทางไปประเทศหนาวจะแต่งตัวกันแบบปุๆปะๆ หัวมงกุฎ ท้ายมังกร พอกเสื้อหนาวกันจน
หมดตู้เลย สีสันจึงฉูดฉาดบาดใจราวกับตัวละครของวอลท์ ดีสนีย์หน้าปราสาทในเทพนิยาย เอ..ใส่เสื้อกันหนาวยัง
ไงมันก็ยังไม่หายหนาว อ้าว...ก็ไม่เห็นใส่กางเกงกันหนาวกันเลยแล้วมันจะหายหนาวได้ยังไงกัน เมื่อก่อนผมเองก็เป็น
คนเช่นนี้จนได้เห็นเพื่อนฝรั่งเวลาไปเที่ยวที่หนาวๆ เขาจะใส่กางเกงชั้นในขายาวที่เรียกว่า ลองจอห์นก่อนเป็นชั้นแรก
และใส่เสื้อชั้นในแขนยาวให้เข้าชุดกันก่อนจะสวมเสื้อผ้าจริงทับไปอีกที ชุดชั้นในวูลหรือฝ้ายที่แนบเนื้อ จะลดความ
เย็นที่จะมาถูกตัวเราได้อย่างอัศจรรย์ ต่อให้สวมกางเกงสแล้คบางๆทับลองจอห์นก็ยังรู้สึกอบอุ่นกว่าการพอกกางเกง
ยีนส์เข้าไปสองสามตัว ไม่เชื่อลองดู พวกฝรั่งที่ต้องผจญกับความหนาวจึงแต่งตัวได้ทะมัดทะแมง ไม่เทอะทะ
เหมือนพวกเราที่ได้เห็นหิมะนานๆครั้ง

 
                Content:
       Copyright 2005 Demand De l' homme